ยกโทษ
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๘
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๓๑๐๘. เรื่อง “มโนกรรมชั่วร้าย”
กราบนมัสการหลวงพ่อ หนูมาทำบุญที่วัดหลวงพ่อหลายปี หนูศรัทธาหลวงพ่อมาก ทั้งชีวิตหนูทำบุญกับหลวงพ่อองค์เดียวเป็นหลัก ลงใจกับหลวงพ่อองค์เดียว เวลามีเรื่องอะไรหนูจะนึกถึงหลวงพ่อ เล่าให้หลวงพ่อฟังในใจเสมอ
เมื่อปีก่อนอยู่ๆ หนูเริ่มฟังเทศน์ครูบาอาจารย์ สวดมนต์ รักษาศีล ๕ ทุกวัน จากไม่เคยทำมาก่อนเลย ฟังเรื่อยๆ มาสักพัก วิรัติศีลตอนนอน เริ่มไม่กล้าฆ่ามด ไม่อยากผิดศีล อยู่ๆ ผุดคำด่าหยาบช้า มันสวมชื่อหลวงพ่อขึ้นมา หนูตกใจมาก พยายามไม่คิด รีบลบล้างสมอง รีบฟังเทศน์ พุทโธ
แต่ตั้งแต่มันผุดคำด่าขึ้นมา มันไม่เคยหยุดเลย ในระหว่างวันมันผุดด่าหลวงพ่ออีก ใจหนูมันทุกข์มาก ใจมันตกวูบ หนูทั้งทุบหัว ตบหน้าตัวเองเวลาผุดด่าหลวงพ่อ หนูพยายามบริกรรมพุทโธๆ มันผุดด่าอีก พุทโธก็ชะงัก พุทโธต่อ ใจมันย่ำแย่มาก หนูพยายามหยุดเสพโทรศัพท์ กินให้น้อยลง
อยากเรียนถามหลวงพ่อถึงว่า หนูต้องทำอย่างไรให้มันหายไป ไม่มีวันไหนเลยที่หนูไม่ทุกข์ ทั้งๆ ที่หนูมีหลวงพ่อเป็นที่พึ่ง หนูไม่อยากตกนรก หนูขอกราบขอขมาหลวงพ่อที่ล่วงเกินหลวงพ่อด้วยค่ะ ขอหลวงพ่อยกโทษให้หนูด้วยนะคะ
ตอบ : ยกโทษ ยกให้ตั้งแต่ต้น ท่ามกลาง และที่สุด ไม่จองเวรจองกรรมใครทั้งสิ้น
เวลาเทศนาว่าการไง เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ไม่จองเวรจองกรรมใครนะเนี่ย แล้วไม่ถือสาหาเรื่องกับใคร
แต่ถ้าเป็นผู้รักษากฎ ที่เราทำอยู่นี่เพราะรักษากฎกติกา รักษาความเป็นธรรม รักษาความเสมอภาค รักษาไม่ให้มีการเหยียบย่ำรุกรานและทำลายกัน แต่ไม่ได้ผูกโกรธใคร ไม่ได้ระรานใคร ไม่มี ยกโทษตั้งแต่เริ่มต้น ท่ามกลาง และที่สุด แต่ที่ทำอยู่นี้ทำเพราะหน้าที่
หลวงตาพระมหาบัวท่านสอนไง ท่านบอกว่าท่านอยู่ในวัดนะ หูตาท่านแจ่มแจ้ง ท่านดูแลลูกศิษย์ลูกหาของท่าน แต่ออกจากวัดไป ท่านบอกท่านใส่แว่นดำ ไม่เห็นอะไรเลย มันเรื่องของสังคม เรื่องของโลก เรื่องของความเป็นอยู่ของเขา จะดีจะชั่วมันก็เรื่องของเขา แต่ถ้าในเขตวัดท่านถอดแว่นเลย เพราะเป็นความรับผิดชอบของท่าน ในเขตวัดของท่าน ท่านดูแลของท่าน ท่านคอยกระหนาบไอ้พวกที่ออกนอกลู่นอกทางให้มันเข้าสู่หนทาง เข้าสู่การประพฤติปฏิบัติ เวลาท่านควบคุมการปฏิบัตินะ
นี่ก็เหมือนกัน ว่าให้หลวงพ่อยกโทษให้ด้วย
ยกให้ตั้งแต่ต้น ท่ามกลาง และที่สุด สิ่งที่มีปัญหาในวัดนี้ โยมที่เข้ามาในวัดแล้วไล่ออกไป ไล่ออกไปเพราะเขาควบคุมสติปัญญาของเขาไม่ได้ เขาควบคุมตัวเขาไม่ได้ ไล่เขาออกไป ไม่ให้เขามารุกรานคนอื่น ไม่ให้เขามาทำลายใคร
แต่ถ้าเขาเข้ามาด้วยความเป็นธรรม เข้ามาเพื่อการฝึกหัด เข้ามาเพื่อการขีดวงกำจัดกิเลส แล้วพยายามฝึกหัดของตน เราอนุโมทนา แต่พอออกไปแล้วนะ ก็กรรมของสัตว์
ไม่ผูกโกรธ ไม่อาฆาตมาดร้าย จริงๆ แล้วสังเวชด้วยนะ สงสารมาก สงสาร แต่ในชีวิตหนึ่งของเรา เราต้องทำประโยชน์ตั้งแต่ยังเคลื่อนไหวได้อยู่นี้ ถ้ามันเคลื่อนไหวไม่ได้ ดูแลสิ่งใดไม่ได้แล้ว ก็ไม่ควรอยู่ให้เป็นภาระคนอื่นเขา
ฉะนั้น ชีวิตเรามันสั้นนัก ฉะนั้น เราจะทำประโยชน์สิ่งใดในพระพุทธศาสนาบ้าง เราจะทำไว้ อย่างเช่นควบคุมกฎกติกา วัดอื่นวัดทั่วๆ ไปก็ปล่อยปละละเลย เราจะทำไว้ให้มันเป็นคติ แล้วถ้าเราหมดกำลังแล้ว มันก็เป็นเวรกรรมของสัตว์
เราถึงได้บอกไงว่าเราเกิดมานี่เราภูมิใจมาก ว่าเราเกิดมาเป็นมนุษย์ แล้วเกิดมาไม่ทันหลวงปู่มั่น ไม่ทันหลวงปู่เสาร์ เพราะท่านนิพพานไปก่อน แต่เราได้พบหลวงตาพระมหาบัว ได้พบหลวงปู่เจี๊ยะ ได้พบหลวงปู่จวน ได้พบครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ เราว่านี่เป็นบุญของเรามาก
ถ้าไม่เป็นบุญของเรา ไม่ได้พบครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติแหลกเหลวไร้สาระ ก็จะพาลูกศิษย์ลูกหาไปทางนั้น แล้วถ้าเราไม่พบครูบาอาจารย์ของเรา เราก็จะต้องเดินตามครูบาอาจารย์ที่พากันออกนอกลู่นอกทาง พากันลงทะเลลงอ่าว พากันลงนรกอเวจี พากันไป
เราภูมิใจ ภูมิใจมาก เกิดมาได้พบครูบาอาจารย์ของเรา เพราะอะไร เพราะเราอยู่ที่บ้านตาด พระที่วัดทุกคนจะรู้จะเห็นว่าเรานี่โดนหลวงตายำแล้วยำอีก ยำจนแบบว่าเช้ากลางวันเย็นน่ะ โดนด่าวันละ ๓ รอบ โดนด่าเช้า โดนด่าเย็น โดนด่ารอบศาลา เดินหนีในศาลา ท่านยังตามจี้ด่าในศาลา โดนมาเยอะมาก แต่ภูมิใจ เพราะอะไร
เพราะเราจะมาหากิเลสของเราเองไง เราโง่นัก เราหากิเลสเราไม่เจอ เราโง่นัก เราไม่เท่าทันกิเลสของเรา เราโง่นัก เราไม่ทันไอ้การลวงโลกในใจของตน ท่านช่วยย่ำ ช่วยชี้ ช่วยประคับประคอง ภูมิใจนัก นี่ไง นี่พูดถึง สิ่งที่ว่าเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา
ฉะนั้น เวลาคำถามไง มโนกรรมที่ชั่วร้าย
มันชั่วร้ายอย่างนี้แหละ มันชั่วร้ายอยู่แล้ว มันชั่วร้ายมาตั้งแต่ต้นเพราะมันเป็นพญามาร แล้วหลวงตาพระมหาบัวท่านสอนไง เราพูดเน้นย้ำเลย “สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือหัวใจ คือกิเลสในใจคน”
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือกิเลสในใจคน แล้วคนที่เกิด ใครไม่มีกิเลส
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือสิ่งที่ความเป็นพิษในใจของเขา
แล้วสิ่งที่เป็นพิษในใจของเขา เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ด้วยบุญด้วยกุศลท่ามกลางกึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาวัฒนธรรมประเพณีมันเจริญรุ่งเรืองขึ้นมา เราเกิดมาในประเพณีวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นมา เราก็พยายามรักษามารยาท เราก็มีมารยาทสังคม เรามีมารยาทของชาวพุทธ เราเป็นผู้ที่เป็นชาวพุทธไง เป็นพุทธมามกะ รู้จักบุญรู้จักกุศล ได้ทำบุญทำกุศล ได้รักษาหัวใจของตน นี่ไง มันก็เป็นประเพณีวัฒนธรรมไง มันก็เป็นคุณงามความดีไง แต่ยังไม่ถึงเวลาไง
วันใดวันหนึ่งเวลากิเลสมันตื่นตัวขึ้นมา เวลากิเลสมันฟาดงวงฟาดงา ไม่มีใครคุมความคิดของตนเองได้ ไม่มีใครควบคุมอารมณ์ความรู้สึกในใจของตนได้ แล้วเวลาทางโลก เห็นไหม อารมณ์ชั่ววูบ อารมณ์ชั่ววูบ หมดอนาคต ติดตะราง หมดเนื้อหมดตัว
กิเลสในหัวใจคนน่ากลัวที่สุด แต่เราก็ควบคุมของเราไง เราควบคุม ถ้าเกิดมาเป็นชาวพุทธ เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แล้วถ้าเราฝึกหัด ก็พระพุทธศาสนาประจำหัวใจของเรา
หลวงตาพระมหาบัวท่านเน้นย้ำเลย ศาสนาประจำชาติๆ ท่านบอก ศาสนาประจำใจ ใจของคนต่างหาก ถ้ามันทำคุณงามความดีขึ้นมามันได้บุญได้กุศล มีศีลมีธรรมในหัวใจของตน นี่ไง ของขลังไง มันขลังในใจของตนไง
นี่ไง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไง มโนกรรมที่ชั่วร้าย จริงๆ ยิ่งพระปฏิบัติมันยิ่งจริงเข้าไปใหญ่เลย เวลาจะเจอกิเลสไง โอ้โฮ! ขนาดนี้เชียวนะ
หลวงตาพระมหาบัวท่านฝึกหัดทีแรก ท่านอดอาหารไง อดอาหารแล้วอดอาหารอีกไง แล้วเวลาจะไปบิณฑบาต เดินไปไม่ได้ เดินไปครึ่งทาง ทรุดลงนั่ง น้ำตาไหลเลยนะ ท่านเอามาพูดประจำไง “มันเจ็บปวดนัก กิเลส มึงเอากูขนาดนี้เชียวนะ วันไหนถ้ากูเท่าทันมึง กูทันมึงนะ กูจะไม่ยั้งมือเลย”
มันเคียดมันแค้นกับกิเลสไง ความชั่วร้ายในใจไง แล้วเวลาทำความสงบของใจเข้ามา ถ้ามันเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง มันเห็นกิเลสไง กูจะไม่ยั้งมือเลย กูจะเต็มที่เลย นี่เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านต่อสู้กับกิเลสไง นี่พระกรรมฐาน
ครูบาอาจารย์เราที่เป็นเพชรน้ำหนึ่งๆ ท่านก็เป็นปุถุชนเหมือนเรา เราเน้นย้ำ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ทุกวันว่า พรรษาแรกท่านก็เกือบเป็นเกือบตาย หลวงปู่มั่นน่ะ หลวงปู่เสาร์พาออกวิเวก พอออกทำความสงบของใจ กว่ามันจะเป็นความสงบได้จริง แล้วกว่าจะยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ ละล้าละลัง ละล้าละลัง ไม่มีครูไม่มีอาจารย์นะเวลาฝึกหัดขึ้นมา
นี่ไง พอเห็นกิเลสนะ อย่างที่หลวงตาท่านพูดไง “มึงเอากูขนาดนี้นะ ถ้าวันไหนกูได้เห็นหน้ามึง กูเท่าทันมึง กูจะไม่ยั้งมือเลยนะ”
แล้วเวลาเจอ มันมีข้อเท็จจริงไง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น
หลวงตาพระมหาบัวท่านไปหาหลวงปู่แหวนไง เวลาคนมีข้อเท็จจริงมันพูดได้จริงๆ ไง มันเห็นกิเลสจริงๆ ไง แล้วมันได้ต่อสู้จริงๆ ไง แล้วมันได้ฆ่าทำลายกิเลสจริงๆ ไง
มันไม่เหมือนกับเรา เพ้อเจ้อเพ้อฝัน นอนฝัน ฝันขึ้นมามันยังมีคุณค่ากว่าความเพ้อเจ้อ นี่ไง มโนกรรมในใจชั่วร้ายนัก ชั่วร้ายจริงๆ กิเลสน่ากลัวจริงๆ
ทีนี้ในพระพุทธศาสนาไง นี่ไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชนะมาร เวลาพระพุทธรูปในโบสถ์ทุกโบสถ์นะ ปางสะดุ้งมาร มารวิชัย ชนะมาร ทำลายกิเลส
นี่ไง เวลาอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาไง พญามาร พญามารคร่ำครวญร้องไห้ไง ไปฟ้องลูกสาว ความโลภ ความโกรธ ความหลงไง
ในวัดในวา เวลาสร้างพญามาร เจ้าวัฏจักรเป็นยักษ์มาร ลูกสาวนางฟ้าสามสาวน่ากลัวนัก
มีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น มีครูบาอาจารย์ของเราที่ปฏิบัติได้จริง เวลาพูดมันเป็นจริงเป็นจังเพราะมันได้ทำจริงๆ ไง มันมีข้อเท็จจริงไง
แต่ไอ้พวกซื้อก่อนขาย ไอ้พวกแซงหน้าแซงหลัง ไอ้พวกที่ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันน่ะน่ากลัว ไอ้พวกแซงหน้าแซงหลัง แซงหน้าหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นไง แต่ถ้าครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม เคารพบูชา เคารพบูชามาก
นี่เขาบอก “มโนกรรมในใจชั่วร้ายนัก”
ใช่ เราก็ว่าอย่างนั้น กิเลสในใจนี้ชั่วร้ายนัก ฉะนั้น ความชั่วร้ายนักมันมีอยู่ในใจทุกคน หยาบ กลาง ละเอียด นั่นอีกเรื่องหนึ่ง
ฉะนั้น เวลาสู่ความคำถามไง “กราบนมัสการหลวงพ่อ หนูมาทำบุญที่วัดหลวงพ่อหลายปีแล้ว หนูศรัทธาหลวงพ่อมาก ทั้งชีวิตหนูทำบุญกับหลวงพ่อองค์เดียวเป็นหลัก ลงใจกับหลวงพ่อองค์เดียว แล้วเวลามีเรื่องอะไรหนูก็นึกถึงหลวงพ่อ แล้วเล่าในใจให้หลวงพ่อฟัง”
เห็นไหม นี่คนฉลาด
“แต่อยู่ๆ เมื่อปีก่อนหนูเริ่มฟังเทศน์ครูบาอาจารย์ วิรัติศีล ๕ จากไม่เคยทำมาก่อน ฟังธรรมเรื่อยๆ วิรัติศีลก่อนนอน อยู่ๆ มันผุดคำด่าหยาบช้า มันสวนชื่อหลวงพ่อขึ้นมา หนูตกใจมาก”
เวลากรรมของสัตว์ไง มีเยอะมากที่เวลามาหาเราเมื่อก่อนนั้นน่ะ บอกว่า ถ้าขึ้นศาลามานะ มันก็กล่าวตู่ คือด่าทอพระพุทธเจ้าตลอด ยิ่งเข้ามากลางศาลาก็ยิ่งแรงมาก ยิ่งเข้าใกล้พระพุทธรูปไม่ได้เลย เขามาปรึกษาเราไง
เราก็บอกว่า สิ่งนี้จริตนิสัย จริตนิสัย บุญกุศลที่สร้างมาในหัวใจไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย คำว่า “อสงไขยๆ” ทำคุณงามความดีมาต่อเนื่องๆ จนมันคิดดีเป็นจริตเป็นนิสัย เสียสละได้ทั้งนั้น เสียสละชีวิตโดยที่ไม่เสียดายเลย ถ้าเสียสละความเป็นทานเพื่อคุณประโยชน์แก่คนอื่น นี่พระโพธิสัตว์ๆ ถ้าทำแล้วมันเป็นจริตเป็นนิสัย จนมาตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้ที่เกิดได้สร้างบุญสร้างกรรมมาในสมัยพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ๆ ในสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเขาจ้างให้มาด่าพระพุทธเจ้า เทวทัตไปจ้างให้นายพราน ๔ คน มีคันธนูสมัยนั้น ก็เหมือนสมัยปัจจุบัน ก็จ้างมือปืนไปเก็บ ไปฆ่าพระพุทธเจ้า ๔ คน แล้วจ้างอีก ๔ คนจะไปฆ่าคนที่ไปฆ่าพระพุทธเจ้า ตัดตอน ตัดตอนถึง ๑๖ ชั้น อยู่ในพระไตรปิฎก
คนที่สร้างบาปสร้างกรรมมา เวลาตกนรกอเวจีไป เวลาหมดเวรหมดกรรมก็มาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ
ฉะนั้น สิ่งที่ว่าเวลาหลวงปู่ขาว หลวงปู่สิม เวลาท่านบอกอดีตชาติ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าลงมาจากดาวดึงส์ที่นครราชคฤห์ สามโลกธาตุนี้เปิดหมด หลวงปู่สิม หลวงปู่ขาวท่านบอกว่าท่านก็อยู่ที่นั่นน่ะ ท่านก็อยู่ที่นั่น ท่านได้เห็นสภาพนั้น แล้วมันก็มีศรัทธามีความเชื่อผูกพันหัวใจของท่านมา นี่มันมีเวรมีกรรมมาทั้งสิ้น
ฉะนั้น เวลาจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะๆ เราจะพูดถึงว่า “อยู่ๆ มันก็ผุดคำด่าหลวงพ่อขึ้นมา หนูตกใจหมดเลย”
ทั้งๆ ที่ในปัจจุบันนี้เราก็เป็นลูกศิษย์–อาจารย์กัน คำว่า “เป็นลูกศิษย์–อาจารย์กัน” ลูกศิษย์ เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีสิทธิเสรีภาพที่เราจะเลือกเคารพครูบาอาจารย์องค์ไหนก็ได้ มันอยู่ที่จริตนิสัย คนที่เขาชอบเรื่องโลกามิส เรื่องทางโลก เขาก็ชอบสิ่งที่เป็นเรื่องโลกๆ คนที่เขาต้องการความจริง เขาต้องการความจริงไง ถ้าความจริง ถ้าครูบาอาจารย์ถ้าเป็นจริง มันเข้ากันโดยธาตุไง มันเลือกเองโดยจริตนิสัย
ถ้ามันเลือกเองโดยจริตนิสัย ในปัจจุบันนี้เราไม่มีสิ่งใดที่ติดขัดบาดหมางสิ่งใดกัน ฉะนั้น สิ่งที่เวลาที่มันผุดขึ้นมา มันเป็นเรื่องจิตใต้สำนึก เห็นไหม
แล้วเวลาเราโดยปกติ หนูก็ไปทำบุญกับหลวงพ่อที่วัดมาหลายปีแล้ว หนูก็เคารพบูชาหลวงพ่อมาก หนูก็ทำบุญหลวงพ่อเป็นองค์หลัก แล้วทีนี้หนูจะมาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาไง ทีนี้พอทำไปๆ มันก็ดีขึ้น เพราะเราจะเป็นพุทธมามกะที่แท้จริงไง เป็นผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติธรรมไง แต่เวลาปฏิบัติไปแล้วมันผุดคำด่าหลวงพ่อเลย
มันผุดขึ้นมานี่มันเป็นบุญและบาป แต่มันผุดขึ้นมาเป็นหลวงพ่อเลย เพราะอะไร เพราะโยมรู้จักหลวงพ่อไง เพราะโยมเขาเคารพหลวงพ่อไง มันก็จะต้องทำให้โยมเจ็บปวดไง ด่าสิ่งที่ตนรัก เราก็งงนะ ตัวเองก็งงนะ เอ๊ะ! เราก็เคารพ เราก็บูชาอยู่ เฮ้ย! มันด่าได้อย่างไรวะ
บุญมันมีกรรมเก่าและกรรมใหม่ เวลากรรมเก่า กรรมเก่าสิ่งที่สร้างมามันเป็นเวรเป็นกรรม นี่ไง กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เราทำสิ่งใดมาในอดีต
ถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระโพธิสัตว์ก็สร้างแต่คุณงามความดีมาไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีคนเคารพศรัทธามากมายมหาศาล
ในพระไตรปิฎกเขาก็บอกเลย เพราะเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคนถึงศรัทธามากมายมหาศาลขนาดนี้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกไม่ใช่หรอก มันเป็นเพราะว่า กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เราได้สร้างมาเยอะ เราได้ทำมามาก เราได้เสียสละมามากมายมหาศาล
ในพระพุทธศาสนา ผู้ที่มีลาภรององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอันดับหนึ่ง พระสีวลีไง พระสีวลีเป็นเอตทัคคะเลิศในทางลาภสักการะ แต่ก็ยังรององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเป็นลูกศิษย์
สิ่งที่ทำมากกว่าๆ ไง ท่านบอกว่า สิ่งที่เขาเคารพเขาบูชา ที่เขาถวายทานกันมากมาย ท่านทำมาทั้งนั้นน่ะ เพราะท่านเสียสละมามากมายมหาศาล
เพราะความเสียสละมาแล้ว เสียสละมามันไร้ค่า แล้วเวลาเขาถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภาษาเรานะ ไม่ได้กล่าวตู่ มันก็ไร้ค่าสำหรับในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะมันเป็นทาน เพราะอะไร วิมุตติสุขมันสูงส่งกว่านั้นเยอะ แต่จะมีคุณค่ามหาศาลเลยสำหรับคนที่บริจาค นี่ไง บุญของเขา เขาได้บริจาค เขาได้ศรัทธาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาเขาตายไป เขาได้ไปเกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหมด้วยบุญด้วยกุศลที่เขาทำ
ไอ้นี่สิ่งที่ว่าไร้สาระสำหรับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย เพราะท่านไม่ติดไง แต่มันเป็นคุณมหาศาลกับผู้ที่เสียสละ ผู้ที่ถวาย ผู้ที่เสียสละผู้นั้นน่ะเขาได้บุญของเขา แล้วบุญกุศลที่ได้ทำกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โอกาสเรามันน้อยนิด
ในสมัยพุทธกาล เวลากษัตริย์แต่ละแว่นแคว้นเขารบราฆ่าฟันกัน เขาขออะไร เขาขอได้อังคาสองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยมือ ขอสิทธิ์ไง
ในพระไตรปิฎกมากมายที่ทุคตะเข็ญใจไปนิมนต์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วกษัตริย์ได้ยิน ขอแลก ขอแลกด้วยเงินสิบชั่ง สิบตำลึง ขอแลกแค่ได้ถวายทานพระพุทธเจ้านะ มีมากมายในชาดกน่ะ
ฉะนั้น สิ่งที่ว่าเป็นบุญเป็นกุศลมากมายสำหรับคนถวาย แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไร้สาระ เพราะวิหารธรรมวิมุตติสุขมันยิ่งใหญ่กว่าร้อยๆ เท่า แต่มันก็เป็นเรื่องของประเพณีวัฒนธรรม เป็นเรื่องของบุญกุศล เป็นเรื่องของชาวพุทธ
ฉะนั้น นี่เปรียบเทียบถึงว่า ทำไมมันถึงผุดด่าหลวงพ่อไง เดี๋ยวจะหาว่าหลวงพ่อโกรธ
ไม่หรอก แต่ในปัจจุบันนี้เรามาเกิดในชาติปัจจุบันนี้ เราก็เป็นลูกศิษย์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราได้เกิดเป็นมนุษย์ แล้วเราด้วยความศรัทธา ด้วยอยากรู้ข้อเท็จจริง ด้วยอยากศึกษาด้วยความเป็นจริง มาบวชเป็นพระ
โยมก็เป็นลูกศิษย์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหมือนกัน เกิดเป็นบริษัท ๔ เหมือนกัน โยมก็ศรัทธาในพระพุทธศาสนา แล้วโยมมาทำบุญที่วัดหลวงพ่อตั้งหลายปี โยมศรัทธาหลวงพ่อมาก แล้วทำไมมันด่าหลวงพ่อล่ะ
นี่พูดถึงกรรมไง ฉะนั้น ไม่ต้องไปเสียใจ ไม่ต้องมาหาเหตุผลว่าโยมกับหลวงพ่อผิดใจกันเรื่องอะไร มันจะหาข้อผิดพลาดไง หลวงพ่อแกล้งอะไรหนู หนูถึงด่าหลวงพ่อ
ก็นี่ไง เขายังบอกเลย “เวลาหนูมีอะไรอยู่ หนูก็จะนึกเล่าให้หลวงพ่อฟังในใจ”
ขนาดโยมมีอะไรโยมยังเล่าให้ฟังในใจเลย แล้วเวลาเราไม่มีอะไรโกรธกัน ไม่มีอะไรผิดใจกัน แล้วทำไมด่าหลวงพ่อล่ะ
นี่ไง ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้ว เราก็สังเวชผลของการเวียนว่ายตายเกิด คนเราเกิดซับเกิดซ้อน เกิดทำบุญทำบาปมามากมาย ถ้ามันเป็นบุญกุศล เราก็สร้างคุณงามความดีของเราไป ถ้าเราเป็นบาป เราก็ต้องมีสติปัญญาระลึกว่าสิ่งนี้ไม่ควรเลย ทำไปเพราะขาดสติ ขาดปัญญา
แล้วเรื่องเวรเรื่องกรรมเป็นข้อเท็จจริง แล้วถ้าเป็นกรรมฐานปฏิรูป กรรมฐานหากิน มันก็บอกเลย อดีตชาติเป็นอย่างนั้น จะล้วงกระเป๋าอย่างเดียว อดีตชาติ แล้วอดีตชาติกับคนมีตังค์นะ ถ้าคนจนๆ ไม่รู้จัก ไอ้คนจนๆ อดีตชาติเอ็งกับกูไม่รู้จักกัน โอ้โฮ! ถ้าเป็นคนมีฐานะนะ นี่อดีตชาติเรา ถ้าคนมันจะหากินนะ เอาอดีตชาติมาหากิน เห็นไหม มันเป็นดาบสองคมไง
คมหนึ่งเอาไว้กำจัดกิเลสในใจ ความโง่เขลาของตัว อีกคมหนึ่งเขาเอาไว้หาผลประโยชน์ไง มันเป็นดาบสองคม แต่มันเป็นความจริงก็ต้องพูดความจริงว่า กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
ทีนี้ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นธรรมาภิบาล เป็นข้อเท็จจริงที่เราทำ แต่คนที่เขาหาผลประโยชน์ เขาก็เอาสิ่งนี้มาเล่นแร่แปรธาตุ
ฉะนั้น กาลามสูตร ห้ามเชื่อ อดีตชาติเราจะเป็นอะไรกันก็แล้วแต่ แขวนไว้ก่อน ยังไม่เชื่อ ต้องพิสูจน์กัน
อดีตชาติส่วนอดีตชาติสิ แต่ในปัจจุบันนี้หลวงพ่อเป็นพระ เป็นถึงหลวงพ่อเชียว หนูก็เป็นบริษัท ๔ เป็นพุทธมามกะ เราก็จะสร้างคุณงามความดีของเรา
แต่ถ้ามันมีสิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว เราก็จะหาหนทางแก้ไข แก้ไข พยายามทำคุณงามความดี แก้ไขให้มันยุติกันไป แล้วจะสร้างคุณงามความดีต่อเนื่องกันไปไง
ฉะนั้น ถ้ามันมีสิ่งใดก็แล้วแต่ ตั้งสติไว้ ไม่ต้องไปสนใจ ไม่ต้องไปวิตกกังวล ตั้งสติไว้ พุทโธๆๆ ไม่มีใครยิ่งใหญ่ไปกว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ระลึกพุทโธไว้ๆ แล้วมันจะเบาบางลงไป
เบาบางลงไปเพราะอะไร
กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เพราะเราเคารพพระพุทธเจ้า เราอยู่ใกล้ชิดองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทโธๆๆ มันจะมีอะไรช่างหัวมัน เราจะพุทโธของเราไว้ พุทโธของเราไว้ แล้วระลึกได้ก็ขออภัย อโหสิกรรมต่อกัน เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร
พุทโธๆ ถ้าถึงระลึกได้ก็แผ่เมตตา ก็ขออภัย ขออภัย รับประกันได้เลย หาย รับประกันได้เลย หมดไป เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร
ทีนี้ไม่จองเวร ทำไมมันยังผุดอยู่ล่ะ
ก็กรรมเก่าไง เหมือนกับเรื่องคดีความทางโลก ในเมื่อทุกอย่างมันสมบูรณ์แบบแล้ว เขาก็ตัดสินไปตามเหตุปัจจัยนั้น ทีนี้เหตุปัจจัยมันมีของมันอยู่ มันถึงเวลามันก็แสดงของมันอยู่ แล้วมีทั้งพระและโยมเป็นอย่างนี้เยอะ เป็นอย่างนี้เยอะ
ก็ดูสิ ดูประชาธิปไตย ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ผลัดกันไป ผลัดกันมา ผลัดกันมา ผลัดกันไป เดี๋ยวก็เป็นฝ่ายค้าน เดี๋ยวก็เป็นฝ่ายรัฐบาล
ทำดีทำชั่วแต่ละภพแต่ละชาติ เชื่อเพื่อน เชื่ออาจารย์ของตน เชื่อใครชักจูงกันไป ก็เชื่อ ให้ไประรานใครก็ทำ เพราะเคารพครูบาอาจารย์ของตนแต่ละภพแต่ละชาติไง
สุดท้ายแล้วในปัจจุบันนี้ถึงเวลาแล้วมันก็ผุดขึ้นมาเลย ตกใจเลย
เยอะมากที่พุทโธๆ แล้ว รตนตฺตเย ปมาเทนฯ เราขออภัยตั้งแต่พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ พระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ขอขมาลาโทษ ตั้งสติไว้ แล้วพุทโธๆ ในชาติปัจจุบันนี้ หายมาหมดแล้ว
หลายคนมากเวลาภาวนาไปแล้วเกิดสภาพแบบนี้ นี่ด่าพระสงบนะ คนอื่นเขาด่าพระพุทธเจ้า ด่าพระพุทธเจ้าเลย เขาช็อกเลยนะ เฮ้ย! มันเป็นไปได้อย่างไร แต่มันก็เป็นไปแล้วไง เวรกรรมของคนมันมีไง
ฉะนั้น เวลาพุทโธๆ พุทโธๆ คือพุทธะ คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด พุทโธๆ นั่นชื่อ แล้วเวลาถ้าพุทโธๆ จนใจมันเป็นพุทโธ มันตื่นตัว ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แล้วด้วยสติด้วยปัญญา ด้วยการขออภัย ด้วยความสำนึก มันเข้าสู่ใจนั้น พอเข้าสู่ใจนั้นน่ะ เวรกรรม เห็นไหม
นี่ไง เวรกรรม กรรมดีไปชำระสะสางสิ่งที่หลงผิด สิ่งที่ทำผิด ด้วยการทำถูก ด้วยพุทธานุสติ ด้วยจิตที่สงบ จิตที่มันรกรุงรังมันจะสงบสุข แล้วมันจะสลัดไอ้ความเห็นผิด พอความเห็นผิดแล้วนะ เฮ้อ! โล่งหมดเลย ไอ้ที่ด่าๆๆ หายหมดเลย
ที่พูดนี้เป็นข้อเท็จจริง แล้วพูดแล้ว ผู้ที่ฟังไปทำแต่อย่าคาดหวัง
“หลวงพ่อว่าจะหายเลย ยิ่งพุทโธมันยิ่งด่ามากเข้าไปใหญ่เลย”
ก็เอ็งอยากให้มันหายไง เอ็งไม่ต้องอยากให้มันหาย ไม่ต้องอยากให้มันเป็นสิ่งที่ตามที่เราต้องการ
เราต้องการข้อเท็จจริง เราจะพุทโธ ธัมโม สังโฆ สติ ปัญญา บ่มเพาะจิตใจของตน แล้วถ้าได้บ่มเพาะจิตใจของตน ถ้าจิตใจของตนเป็นไปตามข้อเท็จจริง มันต้องสะสางลงไปด้วยข้อเท็จจริง
จากนวกรรม จากการกระทำของจิต จากจิตที่มีสัจจะ มีการกระทำนั้นโดยข้อเท็จจริง มันจะต้องสลัดสิ่งที่เป็นความเศร้าหมอง สิ่งที่มันได้สะสมมา สิ่งที่มันเห็นผิดมา ความเห็นถูกนั้นมันจะไปสละความเห็นผิดนั้น แล้วความเห็นผิดนั้นมันสละออกไปแล้ว มันไม่มีต้นเหตุ แล้วใครจะระลึกล่ะ
เห็นไหม เวลามันผุดขึ้นมาตกใจเลย ใครระลึกขึ้นมา แล้วใครทำให้มันเกิดขึ้นมา แล้วเราพุทโธๆ จนสลัด จนต้นเหตุมันไม่มี มันจบไป นั่นมันจบไปตามข้อเท็จจริง มันจบไปโดยกิริยาของจิต
แต่ถ้าเราพุทโธ “มันจะหาย ยิ่งพุทโธมันยิ่งด่าหลวงพ่อมากขึ้น ยิ่งพุทโธมันยิ่งทุกข์ใหญ่เลย”
พุทโธไป พุทโธ เพราะเวลาเราพุทโธแล้ว ไม่ใช่เราพุทโธคนเดียว เวรกรรมมันเข้ามายุมาแหย่พุทโธนั้น ไอ้เวรกรรม ไอ้ตัณหาความทะยานอยาก อยากให้หาย อยากให้เป็น อยากให้ดี มันมาทำให้เราพุทโธแล้วทุกข์ยาก
แต่ถ้าเราซื่อสัตย์ เราจะพุทโธบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราพุทโธแบบคนออกกำลังกาย เขาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพกายของเขา เขาทำถูกต้องชอบธรรมแล้ว กล้ามเนื้อของเขา ร่างกายของเขาต้องแข็งแรงขึ้นมาโดยการกระทำของการยก ของการบีบรัดของกล้ามเนื้อนั้นเอง กล้ามเนื้อนั้นได้บีบรัดยกเวตต่างๆ แล้วกล้ามเนื้อก็จะแข็งแรง
จิตใจถ้ามันพุทโธตามข้อเท็จจริง จิตใจถ้ามันเข้าสู่ศีล สมาธิ ปัญญา ไอ้สิ่งที่มันเหลวไหล สิ่งที่มันโจมตี สิ่งที่มันระราน สิ่งที่มันชักจูงหัวใจให้มันล้มเหลว ชักจูงให้หัวใจไปออกนอกลู่นอกทาง มันจะต้องจบไปด้วยความสงบสุข
สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี จิตสงบระงับ จิตเข้าที่เข้าทาง จิตเข้าสู่ระบบ จิตเข้าสู่ความถูกต้องชอบธรรม สิ่งที่มันสอดแทรก สิ่งที่มันตอกลิ่ม สิ่งที่มันทำลายอยู่ มันจะอยู่ในหัวใจที่ปกติสุขนั้นไม่ได้ ถ้ามันอยู่ในสิ่งที่ปกติสุขนั้นไม่ได้ มันก็ต้องหายไป เห็นไหม นั้นสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงไง
“มโนกรรมเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย” นี่คือคำถาม แล้วสิ่งที่คำถามนี้มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเอง ทำให้ตนเองงงในตัวเอง
งงก็ส่วนงง แต่ฟังคำแก้ไขแล้ว แล้วฝึกหัดไป แล้วเดี๋ยวเขียนมาเลยนะ “หลวงพ่อ มันเบาลงเยอะเลย หลวงพ่อ หายแล้ว”
ฉะนั้น สิ่งที่ว่า สิ่งที่ทำไปมันเป็นเวรเป็นกรรม เป็นมโนกรรม ถึงขอให้หลวงพ่อยกโทษให้
ยกโทษให้ตั้งแต่ต้น ท่ามกลาง และที่สุด เพราะไม่จองเวรจองกรรมใคร ไม่แบกรับภาระสิ่งใด รับผิดชอบแต่ธาตุขันธ์ของตน รับผิดชอบแต่ลมหายใจของตน รอจนลมหายใจของตนนั้นจบ หมดเรื่องของวัฏฏะ เอวัง